คำถาม : การเขียนเครื่องรางขลังโดยใช้ถ้อยคำจากโองการอัลกุรอ่านหรือสิ่งอื่นจากนี้ แล้วนำมาแขวนที่คอ ถือว่าเป็นการตั้งภาคี (ชิริก) หรือไม่ครับ ?
คำตอบ : ได้มีรายงานยืนยันจากท่านนบี ﷺ ว่าท่านกล่าวว่า : “แท้จริงการทำรุกยะฮ์ (ในบางประเภท โดยมีการใช้ชื่อของรูปเจว็ด หรืออาศัยชัยฏอน หรือใช้ถ้อยคำที่เป็นกุฟร์) และเครื่องรางของขลัง และการทำเสน่ห์นั้น เป็นชิริก” รายงานโดยอะห์มัด อบูดาวูด อิบนุมาญะฮ์ อิบนุฮิบบาน และอัลหากิม ซึ่งท่านอัลหากิมจัดว่าหะดีษนี้ถูกต้อง (ศ่อเฮียะฮ์)
และยังมีรายงานจากท่านอุกบะฮ์ อิบนุ อามิร (ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่าท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า : “ผู้ใดแขวนเครื่องราง ก็ขอให้อัลลอฮ์อย่าทรงทำให้เขาสมปรารถนา(ในกิจการงานต่าง ๆ ของเขา) และผู้ใดแขวนหอย(หอยหรือลูกปัดที่เชื่อว่าเป็นของขลัง) ก็ขอให้อัลลอฮ์ทรงอย่าประทานความสงบสุขให้แก่เขา”และในอีกสำนวนหนึ่งท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า : “ผู้ใดแขวนเครื่องรางของขลัง แน่นอนเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว” ซึ่งหะดีษในความหมายลักษณะนี้มีอยู่จำนวนมาก
ซึ่งเครื่องรางของขลัง (ตะมีมะฮ์) คือ สิ่งที่ผู้คนนำมาแขวนให้กับเด็กหรือบุคคลอื่น ๆ ทั่วไปโดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันสายตาอาฆาตร้าย (อัลอัยน์) ป้องกันญิน และโรคภัย หรือสิ่งอันตรายต่าง ๆ , บางคนเรียกมันว่า « หิรซ์ » หรือบ้างก็เรียกว่า « อัลญามิอะฮ์ »
เครื่องรางของขลังเหล่านี้แบ่งออกเป็น สองประเภท :
[ประเภทที่หนึ่ง] คือ เครื่องรางที่ทำมาจากชื่อของชัยฏอน มีการใช้กระดูก ลูกปัด ตะปู คาถาอาคม หรือการใช้ตัวอักษรภาษาอาหรับ (ฮุรูฟมุกอตต่ออะฮ์) หรืออะไรในทำนองนี้
เครื่องรางประเภทนี้ต้องห้ามอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ถึงการห้าม และมันเป็นหนึ่งในรูปแบบของชิริกเล็ก (ชิริกอัศฆ็อร) ตามหะดีษเหล่านี้ที่กล่าวไปข้างต้น หรือหลักฐานอื่น ๆ ที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน
และมันอาจกลายเป็น ชิริกใหญ่ (ชิริกอักบัร) ได้ หากผู้แขวนและสวมใส่มีความเชื่อว่าเครื่องรางเหล่านั้น สามารถปกป้องเขา รักษาโรคภัย หรือปัดเป่าภัยอันตรายได้ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ขึ้นกับการอนุญาตหรือพระประสงค์ของอัลลอฮ์
[ประเภทที่สอง] คือ เครื่องรางที่ทำจากอายะฮ์อัลกุรอ่าน , หรือดุอาอ์ที่มาจากซุนนะฮ์ของท่านนบีซึ่งเป็นบทดุอาอ์ที่ดีงาม , ในประเด็นนี้ นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน นักวิชาการบางท่านอนุญาต โดยถือว่าอยู่ในขอบเขตเดียวกับรุกยะฮ์ (การปัดเป่ารักษา) ที่ถูกต้อง (ตามหลักการ) แต่บรรดานักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง ก็มองว่าเป็นที่ต้องห้าม โดยอ้างอิงหลักฐานการห้ามมาสนับสนุนไว้ สองประการดังนี้ :
หลักฐานที่หนึ่ง : คือ การพิจารณาถึงภาพรวมของหะดีษต่าง ๆ ที่กล่าวห้ามเครื่องรางของขลัง และ(หะดิษ)ที่ชี้ชัดตัดสินว่า มันคือชิริก ; ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ยกเว้นเครื่องรางขลัฃประเภทใดเป็นกรณีพิเศษ เว้นแต่จะต้องมีหลักฐานทางบทบัตญัติที่ชัดเจนมาสนับสนุนรองรับ ซึ่งในกรณีนี้ ไม่มีหลักฐานใดที่ระบุการยกเว้นนั้น
ส่วนการรุกยะฮ์ (การปัดเป่ารักษา) นั้น มีหะดีษที่ศ่อเฮียะฮ์ยืนยันว่า หากเป็นการรุกยะฮ์โดยการโองการอัลกุรอ่านหรือบทดุอาอ์ที่ถูกต้อง ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตราบใดที่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายชัดเจน (ไม่คลุมเครือหรือสุ่มเสี่ยงชิริก) และผู้ถูกรุกยะฮ์ไม่ยึดถือว่ามันมีอำนาจในตัวเอง แต่เชื่อว่าเป็นเพียงเหตุปัจจัยเท่านั้น
ตามคำกล่าวของท่านนบี ﷺ : “ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับการทำรุกยะฮ์ ตราบใดที่ไม่เป็นชิริก” ซึ่งมีปรากฏว่าท่านนบี ﷺ เอง ก็ได้เคยทำรุกยะฮ์ และบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่านก็เคยทำรุกยะฮ์เช่นกัน และท่านนบีก็ได้กล่าวว่า : “ไม่มีการทำรุกยะฮ์ใด (ที่สมควรกระทำ) นอกจากจากสายตาอาฆาตร้าย หรือจากพิษสัตว์มีพิษ” ซึ่งตัวบทหะดิษในเรื่องนี้มีอยู่จำนวนมาก ส่วนเครื่องรางของขลังนั้น ไม่มีหะดิษบทใดมายกเว้นในเรื่องนี้ จึงจำเป็นจะต้องยึดถือว่า (เครื่องรางทั้งหมด) เป็นที่ห้าม เพื่อเป็นการปฏิบัติตามหลักฐานในภาพรวมที่ปรากฏ
หลักฐานที่สอง : เป็นการปิดกั้นช่องทางที่อาจนำพาไปสู่ชิริก (سد الذرائع) ซึ่งข้อนี้คือหลักเกณฑ์ที่สำคัญในทางชะรีอะฮ์บทบัติญัติศาสนา ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันว่า หากเราอนุญาตให้ใช้เครื่องรางขลังที่ทำจากโองการกุรอ่านได้หรือใช้ดุอาอ์ที่(ถูกต้อง) มันก็จะเป็นการเปิดประตูสู่การทำชิริก และทำให้เครื่องรางที่อนุญาตกับที่ต้องห้ามเข้ามาผสมปะปนกัน และเป็นเรื่องยากต่อการแยกแยะ นอกจากว่าต้องใช้ความพยายามอุตสาหะอย่างมาก ดังนั้น(ทางที่ดี) จึงจำเป็นต้องปิดประตูนี้ และปิดหนทางที่นำไปสู่ชิริก , และนี่คือทัศนะนี้คือทัศนะที่ถูกต้อง เนื่องจากหลักฐานของมันมีความชัดเจน.
แหล่งที่มา ; เชค อับดุลอะซีซ บิน บาซ (ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์) มัจมัวอ์ อัลฟะตาวา (คำถามที่ 45)
