การแบ่งบิดอะฮ์ออกเป็น 5 ประเภท

·

คำถาม : ผู้ถามจากประเทศซูดานกล่าวว่า:

ท่านอิหม่ามอันนะวะวีย์ رحمه الله ได้แบ่งบิดอะฮ์ไว้ในหนังสือคำอธิบายของท่านออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

บิดอะฮ์วาญิบ (البدعة الواجبة) คือ บิดอะฮ์ที่จำเป็นต้องกระทำ ตัวอย่างเช่น การเรียบเรียงหลักฐานของนักวิชาการด้านหลักความเชื่อ เพื่อตอบโต้ผู้ปฏิเสธพระเจ้า

บิดอะฮ์มุสตะฮับ (البدعة المندوبة) คือ บิดอะฮ์ที่ส่งเสริมให้กระทำ ตัวอย่างเช่น การแต่งและเรียบเรียงตำราวิชาความรู้ต่าง ๆ

บิดอะฮ์มุบาห์ (البدعة المباحة) คือ บิดอะฮ์ที่อนุญาตให้กระทำ ตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารหลากหลายชนิด

บิดอะฮ์หะรอม (البدعة المحرمة) คือ บิดอะฮ์ที่ต้องห้าม

บิดอะฮ์มักรูฮ์ (البدعة المكروهة) คือ บิดอะฮ์ที่ไม่ควรกระทำ

ส่วนสองประเภทสุดท้ายนี้เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้ว
คำถามคือ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า
«كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ»
“ทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด”

ขอความกรุณาอธิบายเรื่องนี้ พร้อมทั้งชี้แจงว่าท่านอิหม่ามอันนะวะวีย์ رحمه الله หมายถึงอะไร ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญแก่ท่าน

คำตอบ : การที่ท่านได้ถ่ายทอดคำพูดของอิหม่ามอันนะวะวีย์เกี่ยวกับการแบ่งบิดอะฮ์ออกเป็น 5 ประเภทนั้น เป็นสิ่งที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งได้กล่าวไว้เช่นกัน โดยพวกเขากล่าวว่า บิดอะฮ์แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ วาญิบ มุสตะฮับ มุบาห์ หะรอม และมักรูฮ์

ขณะที่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่า บิดอะฮ์ทั้งหมดเป็นความหลงผิด ไม่มีการแบ่งบิดอะฮ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ แต่บิดอะฮ์ทั้งหมดเป็นดังที่ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวไว้ว่าเป็นความหลงผิด

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
«كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ»
“ทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด”

บรรดาหะดีษเศาะฮีห์จากท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้รายงานถ้อยคำดังกล่าวไว้
หนึ่งในนั้นคือหะดีษที่อิมามมุสลิมบันทึกไว้ในหนังสือเศาะฮีห์ของท่าน จากญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อัลอันศอรีย์ رضي الله عنهما ซึ่งกล่าวว่า:
ท่านนบี ﷺ เคยกล่าวคุฏบะฮ์ในวันศุกร์ และกล่าวในคุฏบะฮ์ของท่านว่า
«أَمَّا بَعْدُ، فَإِنَّ خَيْرَ الْحَدِيثِ كِتَابُ اللَّهِ، وَخَيْرَ الْهَدْيِ هَدْيُ مُحَمَّدٍ ﷺ، وَشَرَّ الْأُمُورِ مُحْدَثَاتُهَا، وَكُلَّ بِدْعَةٍ ضَلَالَةٌ»
ความหมาย:
“อนึ่ง แท้จริงแล้ว คำพูดที่ดีที่สุดคือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ แนวทางที่ดีที่สุดคือแนวทางของมุฮัมมัด ﷺ กิจการที่เลวร้ายที่สุดคือสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และทุกบิดอะฮ์คือความหลงผิด”

ยังมีหะดีษอื่น ๆ ที่มีความหมายในทำนองเดียวกันอีกหลายบท เช่น หะดีษจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ หะดีษจากอัลอิรบาฎ บิน ซาริยะฮ์ และหะดีษอื่น ๆ อีกด้วย

ความหมายของบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติศาสนา
ความเห็นที่ถูกต้องตามทัศนะของชัยค์อิบนุบาซ คือ บิดอะฮ์ไม่ได้แบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามที่อันนะวะวีย์และนักวิชาการท่านอื่น ๆ ได้กล่าวไว้ แต่บิดอะฮ์ทั้งหมดเป็นความหลงผิด

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า บิดอะฮ์ที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ไม่ใช่เรื่องต่าง ๆ ที่เดิมทีอนุญาตให้กระทำได้

ตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารหลากหลายชนิด หรือการคิดค้นรูปแบบอาหารใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีในยุคแรก เรื่องนี้ไม่ได้เรียกว่าบิดอะฮ์ในความหมายทางบทบัญญัติศาสนาอิสลาม แม้ว่าในความหมายทางภาษาจะเรียกว่าบิดอะฮ์ก็ตาม

เพราะบิดอะฮ์ในทางภาษา หมายถึง สิ่งที่ถูกทำให้เกิดขึ้นใหม่โดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน
ดังที่อัลลอฮ์ عز وجل ตรัสว่า
﴿بَدِيعُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ﴾
ความหมายว่า:
“พระองค์คือผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินขึ้นมาโดยไม่มีแบบอย่างมาก่อน”

ดังนั้น สิ่งใดจะถูกเรียกว่าบิดอะฮ์ตามบทบัญญัติศาสนา ก็เมื่อสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกริเริ่มขึ้นใหม่ในศาสนา โดยไม่มีหลักฐานในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่บ่งชี้ถึงความชอบธรรมของสิ่งนั้น
นี่คือความเห็นที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งยอมรับและอธิบายยืนยันไว้ พร้อมทั้งโต้แย้งผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากนี้

การแต่งตำราและการตอบโต้ผู้ปฏิเสธศาสนาเป็นบิดอะฮ์หรือไม่?
การแต่งตำราและการจัดเรียงหลักฐานเพื่อตอบโต้พวกที่ปฏิเสธพระเจ้าและศัตรูของอิสลามนั้น ไม่ได้เรียกว่าบิดอะฮ์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ทรงบัญชาไว้
อัลกุรอานได้กล่าวถึงการตอบโต้ศัตรูของอัลลอฮ์ และการเปิดเผยข้อคลางแคลงใจของพวกเขาด้วยโองการอันชัดเจนซุนนะฮ์ก็ได้กล่าวถึงการตอบโต้ผู้ที่เป็นศัตรูต่ออิสลามเช่นเดียวกัน
บรรดามุสลิมจึงได้ดำเนินตามแนวทางนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคเศาะฮาบะฮ์จนถึงยุคปัจจุบัน

ดังนั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่ใช่บิดอะฮ์ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็น และเป็นการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์
การสร้างโรงเรียน สะพาน และสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คน
ในทำนองเดียวกัน การสร้างโรงเรียน สะพาน หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อบรรดามุสลิม ก็ไม่ได้เรียกว่าบิดอะฮ์ในความหมายทางบทบัญญัติศาสนา

เพราะศาสนาได้ส่งเสริมและบัญชาให้มีการศึกษา ดังนั้น โรงเรียนจึงเป็นสิ่งที่ช่วยส่งเสริมการศึกษา
เช่นเดียวกัน การสร้างที่พักสำหรับคนยากจน เพราะอัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ทำความดีต่อคนยากจนและผู้ขัดสน เมื่อมีการสร้างที่พักให้แก่พวกเขา สิ่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ศาสนาส่งเสริมไว้
การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำและสิ่งอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ ก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คน ไม่ใช่บิดอะฮ์ตามบทบัญญัติศาสนา แต่เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตและส่งเสริม
การเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าบิดอะฮ์จึงเป็นเพียงการเรียกตามความหมายทางภาษาเท่านั้น

เหตุใดท่านอุมัรจึงกล่าวว่า “ช่างเป็นบิดอะฮ์ที่ดี”?
ท่านอุมัร رضي الله عنه ได้กล่าวเกี่ยวกับการละหมาดตะรอวีห์ เมื่อท่านรวบรวมผู้คนให้ละหมาดภายใต้อิหม่ามคนเดียวว่า
«نِعْمَ الْبِدْعَةُ هَذِهِ»
ความหมายว่า:
“ช่างเป็นบิดอะฮ์ที่ดีจริง ๆ สิ่งนี้”
ทั้งที่ความจริงแล้ว การละหมาดตะรอวีห์เป็นซุนนะฮ์ที่ได้รับการเน้นย้ำ ท่านนบี ﷺ ได้ปฏิบัติและส่งเสริมให้กระทำ ดังนั้น การละหมาดตะรอวีห์จึงไม่ใช่บิดอะฮ์ในความหมายทางบทบัญญัติศาสนา แต่เป็นซุนนะฮ์

เหตุที่ท่านอุมัรเรียกสิ่งนี้ว่าบิดอะฮ์ ก็เพราะท่านใช้คำนี้ตามความหมายทางภาษา เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นในรูปแบบที่ไม่ได้ดำเนินอยู่เช่นนั้นก่อนหน้านี้
กล่าวคือ ในสมัยของท่านนบี ﷺ และหลังจากท่านเสียชีวิต ผู้คนเคยละหมาดตะรอวีห์กันเป็นกลุ่ม ๆ ภายในมัสยิด โดยไม่ได้อยู่ภายใต้อิหม่ามคนเดียวกันทั้งหมด บางคนละหมาดกับคนสองคน บางคนละหมาดกับคนสามคน และแต่ละกลุ่มก็ละหมาดแยกกัน

ท่านนบี ﷺ เคยนำพวกเขาละหมาดเป็นเวลาสามคืน จากนั้นท่านก็หยุดนำละหมาด โดยกล่าวว่า
«إِنِّي أَخْشَى أَنْ تُفْرَضَ عَلَيْكُمْ صَلَاةُ اللَّيْلِ»
ความหมายว่า:
“แท้จริง ฉันเกรงว่าการละหมาดกลางคืนจะถูกกำหนดให้เป็นข้อบังคับแก่พวกท่าน”

ท่านจึงหยุดนำละหมาด เพราะเกรงว่าการละหมาดดังกล่าวจะถูกกำหนดเป็นข้อบังคับแก่ประชาชาติของท่าน
เมื่อท่านนบี ﷺ เสียชีวิตแล้ว ความกังวลในเรื่องดังกล่าวก็หมดไป ด้วยเหตุนี้ ท่านอุมัร رضي الله عنه จึงสั่งให้ผู้คนกลับมาละหมาดตะรอวีห์ร่วมกันภายใต้อิหม่ามคนเดียว

สรุปก็คือ การละหมาดในเดือนรอมฎอนเป็นซุนนะฮ์ที่ได้รับการเน้นย้ำ ไม่ใช่บิดอะฮ์ในความหมายทางบทบัญญัติศาสนา

ด้วยเหตุนี้ จึงเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งที่ผู้คนริเริ่มขึ้นใหม่ในศาสนา โดยที่อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงบัญญัติไว้ สิ่งนั้นเรียกว่าบิดอะฮ์ และเป็นบิดอะฮ์ที่นำไปสู่ความหลงผิด ไม่อนุญาตให้กระทำ
และไม่อนุญาตให้แบ่งบิดอะฮ์ออกเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น บิดอะฮ์วาญิบ บิดอะฮ์ซุนนะฮ์ บิดอะฮ์มุบาห์ และประเภทอื่น ๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ ตามทัศนะที่ชัยค์อิบนุบาซอธิบายไว้
เพราะการแบ่งเช่นนั้นขัดแย้งกับหลักฐานทางศาสนาที่ได้รับการยืนยันจากท่านนบี ﷺ ดังที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น
وَاللَّهُ وَلِيُّ التَّوْفِيقِ
“และอัลลอฮ์คือผู้ทรงประทานความสำเร็จในการปฏิบัติสิ่งที่ถูกต้อง”

แหล่งที่มา ; เชคอับดุลอะซีซ บิน บาซ มัจญ์มูอ์ ฟะตาวา วะมะกอลาต มุตะเนาวิอะฮ์ (مجموع فتاوى ومقالات متنوعة) เล่ม 5 หน้า 178–179

Prefix

+ ผลบุญทวีคูณ.

กดตรงนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเรา
ส่งต่อผลบุญ สำหรับผู้เเปล เเละการสอน ผ่านเพจมัรกัซอิบนุตัยมียะฮ