ซะกาตฟิฏรฺต้องจ่ายหนึ่งศออ์จากอาหารหลักของแต่ละประเทศ

·

คำถาม  มีคำถามมากเกี่ยวกับการจ่าย ข้าวสาร เป็นซะกาตฟิฏรฺ และเกี่ยวกับการจ่าย เงินแทนอาหาร

คำตอบ มีหลักฐานยืนยันจากท่านเราะสูล ﷺ ว่าท่านได้กำหนดซะกาตฟิฏรฺแก่บรรดามุสลิมเป็น หนึ่งศออ์จากอินทผลัม หรือหนึ่งศออ์จากข้าวบาร์เลย์ และท่านได้สั่งให้จ่ายมัน ก่อนที่ผู้คนจะออกไปละหมาดอีด (คือ ละหมาดอีดิลฟิฏรฺ)

และมีบันทึกอยู่ในเศาะฮีหฺทั้งสองเล่มว่า จาก อบูสะอีด อัลคุดรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:
«كُنَّا نُعْطِيهَا فِي زَمَنِ النَّبِيِّ ﷺ صَاعًا مِنْ طَعَامٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ تَمْرٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ شَعِيرٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ إِقِطٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ زَبِيبٍ»
“ในสมัยของท่านนบี ﷺ พวกเราเคยจ่ายซะกาตฟิฏรฺเป็นหนึ่งศออ์ของอาหาร หรือ หนึ่งศออ์ของอินทผลัม หรือ หนึ่งศออ์ของข้าวบาร์เลย์ หรือ หนึ่งศออ์ของอิฏกฺ (นมแห้ง) หรือหนึ่งศออ์ของลูกเกด”

•นักวิชาการกลุ่มหนึ่งได้อธิบายคำว่า “อาหาร ” ในหะดีษนี้ว่า หมายถึง ข้าวสาลี

•นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งอธิบายว่า หมายถึง อาหารหลักของชาวเมืองนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวโพด ลูกเดือย หรืออย่างอื่น

ความเห็นที่ถูกต้องคือความหมายที่สอง เพราะซะกาตเป็นการช่วยเหลือจากคนมีฐานะต่อคนยากจน มุสลิมไม่จำเป็นต้องบริจาคสิ่งที่ไม่ใช่ อาหารหลัก ของท้องถิ่นตนเอง ซึ่งในซาอุดีอาระเบีย ‘ข้าวสาร’ ถือเป็นอาหารหลักที่ทั้งดีและมีค่า ยิ่งกว่าข้าวบาร์เลย์ (ที่ระบุไว้ในสมัยก่อน) เสียอีก ดังนั้น การจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ์ด้วยข้าวสารจึงถือว่าทำได้โดยไม่มีปัญหาครับ

จำนวนที่จำเป็นต้องจ่าย คือ หนึ่งศออ์จากทุกชนิด โดยใช้ศออ์ของท่านนบี ﷺ ซึ่งเท่ากับ สี่กำมือเต็มของมือทั้งสองข้างของคนปกติ ตามที่กล่าวไว้ในพจนานุกรมและแหล่งอื่น ๆ และเมื่อนำมาชั่งน้ำหนัก จะมีค่าประมาณ สามกิโลกรัม

ดังนั้น หากมุสลิมจ่าย หนึ่งศออ์ของข้าวสาร หรืออาหารหลักอื่นของประเทศของเขา ก็ถือว่าใช้ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ชนิดที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษนี้ ตามความเห็นที่ถูกต้องที่สุดของนักวิชาการ และไม่เป็นไรที่จะกำหนดโดยน้ำหนักประมาณ สามกิโลกรัม

ซะกาตฟิฏรฺเป็นวาญิบ ต้องจ่ายแทนเด็กและผู้ใหญ่ ชายและหญิง คนอิสระและทาส�จากบรรดามุสลิม ส่วนทารกที่ยังอยู่ในครรภ์ นั้น ไม่จำเป็นต้องจ่ายตามมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ แต่ถือว่า เป็นสิ่งที่แนะนำ (มุสตะหับ) เพราะมีรายงานว่า อุษมานรอฎิยัลลอฮุอันฮุเคยทำเช่นนั้น

เวลาที่จำเป็นต้องจ่าย คือก่อนละหมาดอีด และ ไม่อนุญาตให้เลื่อนออกไปหลังละหมาดอีดี และไม่มีปัญหาหากจะจ่าย ก่อนวันอีดหนึ่งหรือสองวัน

ดังนั้น เวลาที่เร็วที่สุดในการจ่าย ตามความเห็นที่ถูกต้องที่สุดของนักวิชาการ คือ คืนวันที่ 28 ของรอมฎอน เพราะเดือนอาจมี 29 หรือ 30 วัน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านเราะสูล ﷺ เคยจ่ายมันก่อนวันอีดหนึ่งหรือสองวัน

ผู้มีสิทธิรับซะกาตฟิฏรฺ คือ คนยากจนและคนขัดสน

มีรายงานจาก อิบนุอับบาสกรอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:
«فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ زَكَاةَ الْفِطْرِ طُهْرَةً لِلصَّائِمِ مِنَ اللَّغْوِ وَالرَّفَثِ، وَطُعْمَةً لِلْمَسَاكِينِ، فَمَنْ أَدَّاهَا قَبْلَ الصَّلَاةِ فَهِيَ زَكَاةٌ مَقْبُولَةٌ، وَمَنْ أَدَّاهَا بَعْدَ الصَّلَاةِ فَهِيَ صَدَقَةٌ مِنَ الصَّدَقَاتِ»
“ท่านเราะสูลของอัลลอฮ์ ﷺ ได้กำหนดซะกาตฟิฏรฺ เพื่อเป็นการชำระผู้ถือศีลอดจากคำพูดไร้สาระและคำหยาบคาย และเพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน ดังนั้นผู้ใดจ่ายมันก่อนละหมาด มันก็เป็นซะกาตที่ได้รับการตอบรับ และผู้ใดจ่ายมันหลังละหมาด มันก็เป็นเพียงการบริจาคอย่างหนึ่งจากการบริจาคทั้งหลาย”

การจ่ายเป็นเงินแทนอาหารนั้นไม่อนุญาต ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ และเป็นทัศนะที่มีหลักฐานถูกต้องกว่า เพราะสิ่งที่จำเป็นคือ ต้องจ่ายเป็นอาหาร ตามที่ท่านนบี ﷺ และเศาะฮาบะฮ์ของท่านได้ปฏิบัติ และนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ของประชาชาติอิสลาม

เราขอต่ออัลลอฮ์ให้พระองค์ทรงประทานความเข้าใจในศาสนาแก่เราและบรรดามุสลิมทั้งหลาย ให้ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของพระองค์ และให้พระองค์ทรงปรับปรุงหัวใจและการงานของเรา แท้จริงพระองค์ทรงใจกว้างและทรงเอื้อเฟื้อยิ่ง

ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญและสันติแด่ศาสดาของเรา มุฮัมมัด ﷺ ครอบครัวของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน

แหล่งที่มา;  เชคอับดุลอะซีซ อิบนุ บาซ เราะฮิม่าฮุ้ลลอฮ์
https://binbaz.org.sa/articles/169/زكاة-الفطر-صاع-من-قوت-البلد

Prefix

+ ผลบุญทวีคูณ.

กดตรงนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเรา
ส่งต่อผลบุญ สำหรับผู้เเปล เเละการสอน ผ่านเพจมัรกัซอิบนุตัยมียะฮ