ฮุก่มเกี่ยวกับทารกในครรภ์ที่แท้ง

·

คำถาม หญิงคนหนึ่งถามว่า: “ดิฉันตั้งครรภ์ และเมื่อเข้าสู่เดือนที่สามกับอีกหนึ่งสัปดาห์ ทารกในครรภ์ได้แท้งออกมา ดิฉันไม่ทราบว่าทารกนั้นเป็นเพศอะไร ต่อมามีบางคนบอกดิฉันว่า จำเป็นต้องตั้งชื่อให้ทารกที่แท้ง และต้องเชือดสัตว์อะกีเกาะฮ์ให้แก่เขาด้วย แต่ในเวลานั้นดิฉันไม่ทราบบทบัญญัติ จึงไม่ได้ทำสิ่งใดเลย
ดังนั้น ท่านมีคำแนะนำแก่ดิฉันอย่างไร? การตั้งชื่อให้ทารกในกรณีดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่? และจำเป็นต้องเชือดสัตว์หรือไม่? ขออัลลอฮ์ทรงตอบแทนความดีแก่ท่าน”

คำตอบ ชัยค์อับดุลอะซีซ อิบนุบาซ رحمه الله ตอบว่า

หากทารกในครรภ์แท้ง ก่อนครบสี่เดือน ก็ไม่ต้องตั้งชื่อให้แก่ทารก และไม่มีบทบัญญัติเรื่องการทำ อะกีเกาะฮ์ (العقيقة) ให้แก่เขา

ส่วนการตั้งชื่อและการทำอะกีเกาะฮ์นั้น จะมีขึ้นสำหรับทารกที่แท้งเมื่อเข้าสู่ เดือนที่ห้าเป็นต้นไป หลังจากที่ได้มีการเป่าวิญญาณเข้าสู่ทารกแล้ว เพราะในกรณีนี้ทารกถือว่ามีสถานะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ และมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับทารกที่เสียชีวิตแล้ว ดังนั้นจึงเชือดอะกีเกาะฮ์ให้แก่เขา ตั้งชื่อให้แก่เขา อาบน้ำศพ และละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่เขา หากการแท้งเกิดขึ้นในเดือนที่ห้าหรือหลังจากนั้น หลังจากที่วิญญาณได้ถูกเป่าเข้าสู่เขาแล้ว

แต่หากทารกแท้งใน เดือนที่สี่หรือเดือนที่สาม ทารกนั้นยังไม่มีสถานะทางบทบัญญัติเช่นเดียวกับผู้เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม หากร่างของสิ่งที่แท้งออกมานั้น ปรากฏลักษณะของมนุษย์อย่างชัดเจน เช่น มองเห็นศีรษะ มือ เท้า หรืออวัยวะอื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโครงสร้างของมนุษย์ ในกรณีนี้ มารดามีสถานะเป็นหญิงหลังคลอด (نفاس) กล่าวคือ นางไม่ต้องละหมาดและไม่ต้องถือศีลอดตลอดระยะเวลาที่มีเลือดนิฟาส
ส่วนตัวทารกที่แท้งนั้น ยังไม่มีบทบัญญัติในฐานะศพของมนุษย์ กล่าวคือ ไม่ต้องอาบน้ำศพและไม่ต้องละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่เขา เพียงนำไปฝังในสถานที่ใด ๆ ที่เหมาะสมก็เพียงพอ
ทั้งนี้ เพราะทารกจะมีสถานะเป็นมนุษย์และมีบทบัญญัติของผู้เสียชีวิต ก็ต่อเมื่อ วิญญาณได้ถูกเป่าเข้าสู่เขาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเดือนที่ห้าเป็นต้นไป

ดังนั้น หากมีการแท้งในเดือนที่สามหรือเดือนที่สี่ และสิ่งที่แท้งออกมานั้นเป็นเพียงก้อนเนื้อ แต่ปรากฏรูปร่างบางส่วนของมนุษย์ เช่น ศีรษะ เท้า หรืออวัยวะอื่น ๆ เช่นนี้ มารดาจะมีสถานะเป็นหญิงหลังคลอด (نفاس)
ระยะเวลาของนิฟาสนั้น ไม่เกินสี่สิบวัน และหากนางสะอาดจากเลือดก่อนครบสี่สิบวัน นางก็ต้อง อาบน้ำยกฮาดัษ แล้วกลับมาละหมาดและถือศีลอดได้ทันที
แต่หากเลือดยังคงมีอยู่จน ครบสี่สิบวัน เมื่อนั้นนางต้อง อาบน้ำยกฮาดัษ และกลับมาละหมาด แม้จะยังมีเลือดออกอยู่ก็ตาม เพราะเลือดที่ออกหลังจากครบสี่สิบวันถือเป็น เลือดเสีย (استحاضة) มิใช่เลือดนิฟาส
ดังนั้น หลังจากครบสี่สิบวัน นางต้องละหมาดและถือศีลอด และต้องอาบน้ำละหมาดสำหรับทุก ๆ ละหมาด เช่นเดียวกับหญิงที่มีภาวะอิสติฮาเฎาะฮ์

แต่หากนางสะอาดจากเลือดภายในระยะเวลาสี่สิบวัน นางก็ต้อง อาบน้ำยกฮาดัษ จากนั้นจึงละหมาด ถือศีลอด และสามารถมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับสามีได้ตามปกติ
ส่วนกรณีที่สิ่งที่แท้งออกมานั้น ไม่มีลักษณะของมนุษย์ปรากฏให้เห็นเลย กล่าวคือ เป็นเพียงก้อนเนื้อหรือเลือดที่ยังไม่ปรากฏศีรษะ มือ เท้า หรืออวัยวะใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าเป็นรูปร่างมนุษย์ เช่นนี้เลือดที่ออกมานั้น ไม่ถือเป็นเลือดนิฟาส แต่เป็น เลือดเสีย

ดังนั้น นางไม่ต้องหยุดละหมาด ไม่ต้องหยุดถือศีลอด และไม่เป็นข้อห้ามในการอยู่ร่วมกับสามี
หากก้อนเนื้อที่แท้งออกมานั้นไม่มีรูปร่างมนุษย์ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ เท้า มือ หรือส่วนอื่นใดที่สามารถระบุได้ว่าเป็นการก่อรูปของมนุษย์ เลือดดังกล่าวจึงไม่ถือเป็นเลือดนิฟาส นางยังคงต้องละหมาดและถือศีลอด และหากยังมีเลือดออก นางต้องอาบน้ำละหมาดสำหรับทุก ๆ ละหมาด เช่นเดียวกับเลือดเสียของหญิงที่มีภาวะอิสติฮาเฎาะฮ์

แหล่งที่มา ; ชัยค์อับดุลอะซีซ อิบนุบาซ ร่อฮิมะฮุลลอฮ์
https://binbaz.org.sa/fatwas/9433/%D9%85%D9%86-%D8%A7%D8%AD%D9%83%D8%A7%D9%85-%D8%A7%D9%84%D8%B3%D9%82%D8%B7

Prefix

+ ผลบุญทวีคูณ.

กดตรงนี้ เพื่อสนับสนุนการทำงานของเรา
ส่งต่อผลบุญ สำหรับผู้เเปล เเละการสอน ผ่านเพจมัรกัซอิบนุตัยมียะฮ