Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors

บิดอะฮ์นั้น มีทั้งที่ดีและไม่ดีจริงหรือ?

·

คำถาม  อาจมีคนถามครับว่า โอ้ท่านเชค บิดอะฮ์นั้นมีทั้งที่เป็นบิดอะฮ์หะซะนะฮ์ (บิดอะฮ์ที่ดี) และบิดอะฮ์ซัยยิอะฮ์ (บิดอะฮ์ที่ชั่วร้าย) ใช่หรือไม่ ?

คำตอบ หากมีการกล่าวเช่นนี้ (ว่ามีบิดอะฮ์หะซะนะฮ์และบิดอะฮ์ซัยยิอะฮ์อยู่ในศาสนา) เราขอกล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น ไม่มี(การแยกหมวด)เป็นบิดอะฮ์หะซะนะฮ์และบิดอะฮ์ซัยยิอะฮ์ (ในด้านศาสนา) ,
จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะกล่าวแบบนี้ทั้งที่ท่านนบี ‎ﷺ ก็กล่าวอยู่ทนโท่ว่า : “ทุกบิดอะฮ์นั้นหลงผิด” ! และเป็นที่รู้กันว่าท่านนบี ‎ﷺ คือบุคคลผู้ซึ่งที่มีรู้ดียิ่งที่สุดในเรื่องบิดอะฮ์ และท่านนบี ‎ﷺ คือผู้ที่มีความจริงใจยิ่งที่สุดต่อมนุษยชาติ และท่านนบี ‎ﷺ คือผู้ที่มีวาทะศิลป์ด้านการพูดที่ชัดเจนที่สุดในสิ่งที่ท่านกล่าว
แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านนบี ‎ﷺ กล่าวว่า : “ทุกบิดอะฮ์นั้นหลงผิด” ด้วยใช้รูปคำแบบนี้ที่ครอบคลุม แต่ต่อมาเรากลับมากล่าวกันเองว่า ในบิดอะฮ์นั้นมีทั้งบิดอะฮ์ที่ดี และมีทั้งบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ !?
แต่ทว่าเราขอกล่าวว่า : ทุกบิดอะฮ์ ที่เมื่อมนุษย์คิดว่ามันดี บางทีมันอาจไม่ใช่บิดอะฮ์จริง ๆ แต่เขากลับไปคิดว่ามันคือบิดอะฮ์ หรือบางทีมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดี(คือเป็นบิดอะฮ์) แต่มนุษย์กลับคิดว่ามันคือเรื่องดี จึงทำให้เขาผิดพลาด บางทีก็ผิดในด้านรากฐาน หรือไม่ก็ผิดในด้านการตัดสิน อันหมายถึง คือบางทีมันอาจไม่ใช่บิดอะฮ์ แต่มนุษย์กลับคิดว่ามันคือบิดอะฮ์ และกล่าวอ้างว่านี่คือบิดอะฮ์ที่ดี (กรณีนี้คือผิดในด้านรากฐาน) , และบางทีมันอาจเป็นบิดอะฮ์จริง ๆ แต่มนุษย์กลับไปคิดว่ามันคือบิดอะฮ์ที่ดี ,
ดังนั้นบรรดาพวกซูฟีย์ ที่อุตริอัซการ (บทรำลึกถึงอัลลอฮ์)ขึ้นมา โดยที่อัลลอฮ์และร่อซู้ลไม่ได้บัญญัติไว้ พวกเหล่านี้ก็จะทึกทักไปว่า สิ่งเหล่านี้คือสิ่งดี และก็กล่าวอ้างว่านี่คือบิดอะฮ์หะซะนะฮ์ , เราขอกล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ นี่ไม่ใช่บิดอะฮ์ที่ดี ทว่าตราบใดที่พวกท่านยอมรับโดยดุษฎีว่าสิ่งนี้คือบิดอะฮ์ ก็จำเป็นที่พวกท่านจะต้องยอมรับว่าสิ่งนั้นคือความหลงผิด ตามที่ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวไว้ ,
และหากมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า มันไม่ถูกต้องหรือ ที่มีรายงานจากท่านอุมัร – ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ – ที่ท่านได้สั่งท่านอุบัย บิน กะอ์บฺ และท่านตะมีม อัดดารีย์ ให้รวมผู้คนมาละหมาดตะรอเวียะฮ์ในเดือนรอมฎอนบนการนำของอีหม่ามคนเดียว ? และได้สั่งท่านอุบัย และท่านตะมีม อัดดารีย์ ให้นำละหมาดผู้คน 11 รอกอะฮ์ ? ,
คำตอบ : ถูกต้องแล้ว ท่านอุมัรได้สั่งเช่นนั้น และท่านอุมัรก็ได้ออกมาในคืนหนึ่งโดยที่ผู้คนต่างละหมาดบนการนำของอีหม่ามคนเดียว และท่านอุมัร ก็กล่าวว่า : “นี่คือบิดอะฮ์ที่ดี” ท่านได้ชื่นชมต่อบิดอะฮ์ในครั้งนี้ และคำตอบก็คือ บิดอะฮ์ที่ท่านอุมัรได้กล่าวนี้ ไม่ใช่บิดอะฮ์จริง ๆ เพราะมีรายงานว่า ท่านนบี ﷺ ได้เคยละหมาดร่วมกับผู้คนสามคืนในเดือนรอมฎอน จากนั้นท่านก็หายไป และกล่าวว่า : “ฉันกลัวว่าสิ่งนี้จะเป็นฟัรดูข้อบังคับเหนือพวกท่าน โดยทำให้พวกท่านไม่สามารถที่จะกระทำมันได้”
ดังนั้นการละหมาดในยามค่ำคืนของเดือนรอมฎอนในรูปแบบญะมาอะฮ์คือซุนนะฮ์ ทว่าท่านนบี ﷺ ได้ละทิ้งไว้ ; เพราะกลัวว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นฟัรดูข้อกำหนดภาคบังคับเหนือประชาชาติของท่าน และไม่สามารถที่จะกระทำได้ , หลังจากที่ท่านนบี ﷺ เสียชีวิตลง ความกลัวตรงนี้ได้หายไป และการบัญญัติในเรื่องศาสนาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่ท่านนบีเสียชีวิต ซึ่งในยุคของท่านอบูบักร – ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ – ผู้คนต่างละหมาดกันแบบตัวใครตัวมัน คนเดียวบ้าง สองคนบ้าง สามคนบ้าง สี่คนบ้าง , ต่อมาเมื่อถึงยุคสมัยของท่านอุมัร- ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ – ท่านได้รวมผู้คนให้มีการละหมาดบนการนำของอีหม่ามคนเดียว และกล่าวว่า : “นี่คือบิดอะฮ์ที่ดี” หมายถึง หากพิจารณาในครั้งที่ผ่านมา ซึ่งผู้คนในช่วงนั้นได้ละทิ้งละหมาดญะมาอะฮ์ในการละหมาดช่วงค่ำคืนเดือนรอมฎอน จากนั้น(การละหมาด)ในรูปแบบญะมาอะฮ์นี้ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
ดังนั้นมันคือบิดอะฮ์ในแง่ของสิ่งที่มาก่อนมัน จากการที่ผู้คนในช่วงก่อนนั้นได้ละทิ้งละหมาดแบบญะมาอะฮ์ แต่ไม่ใช่เป็นบิดอะฮ์แบบเอกเทศที่ไม่เคยมีบทบัญญัติระบุไว้มาก่อน (เหมือนการอุตริบทรำลึกถึงอัลลอฮ์แบบแปลก ๆ ของพวกซูฟีย์) นี่คือแง่มุมหนึ่ง
ส่วนแง่มุมที่สองก็คือ การรวมตัวละหมาดญะมาอะฮ์ แม้ว่าท่านอุมัร จะเอ่ยโดยกล่าวว่าคือ บิดอะฮ์ ทว่าจริง ๆ มันคือซุนนะฮ์ของท่านอุมัร และซุนนะฮ์ของบรรดาค่อลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมนั้น นับเป็นสิ่งที่ถูกถือปฏิบัติตาม ดั่งเช่นคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ว่า : “พวกท่านจงยึดซุนนะฮ์ของฉัน และซุนนะฮ์ของบรรดาค่อลีฟะฮ์ผู้ทีงธรรมที่ได้รับทางนำ หลังจากฉัน…”
แต่แง่มุมที่หนึ่งนั้น คือคำตอบที่ไม่อาจเลี่ยงได้ในประเด็นนี้ นั่นคือ ที่ท่านอุมัร ได้เรียกการละหมาดรวมกันในรูปแบบญะมาอะฮ์ว่าเป็นบิดอะฮ์ เพราะพิจารณาในแง่ที่ผู้คนได้ละทิ้งมันมาก่อน จากนั้นก็มีการนำกลับมากระทำใหม่.

แหล่งที่มา;   เชค มุฮัมมัด บิน ศอและฮ์ อัลอุซัยมีน – ร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์
https://alathar.net/home/esound/index.php?op=codevi&coid=60291